Saturday, December 13, 2008

+++ Chiangmai Trip +++

เมื่ออาทิตย์ก่อน ช่วงวันหยุดวันพ่อ เรามี plan ไปเที่ยวเชียงใหม่กัน

เป็นทริปแบบขับรถไปเอง น้ำมันถูกๆ อย่างงี้ เจ๋งไปเลย แต่ถนนช่วงลำปางแย่มากๆ

จำได้ว่าเคยไปเชียงใหม่แบบนั่งรถไปตั้งแต่ตอนเด็กมากๆ นานมากแล้ว


คราวนี้เป็นครั้งที่สองที่ได้นั่งรถขึ้นเหนือ ทำให้ได้รู้ว่าวิวข้างทางที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขานั้นสวยจริงๆ

ทริปนี้มีเวลาเที่ยวน้อยมาก เหนื่อยนะ แต่ก้อมีความสุข

เราออกเดินทางกันวันพุธที่ 3 ออกจากกรุงเทพฯ ประมาณสิบโมงเช้า ไปถึงเชียงใหม่ประมาณสี่โมงเย็น ใช้เวลาขับรถแค่ประมาณ 6 ชั่วโมงเอง

ก้อคนขับรถสุดหล่อสิ เล่นเหยียบซะกระหน่ำ นั่งเสียวไปตลอดทางเลย U_U

เราเลือกพักในเมือง เป็นโรงแรมเปิดใหม่ ชื่อว่า "The Grand Napat" ห้องสวย คุ้มเกินราคา ตั้งอยู่แถวราชภัฎเชียงใหม่

ระหว่างห้องนอนกับห้องน้ำเป็นกระจกใส คล้ายกับที่ The Rock หัวหิน แต่อ่างอาบน้ำเล็กกว่า

ในห้องมีโซฟานั่งเล่น เครื่องครัวเล็กๆ พร้อมไมโครเวฟ


จากวิวระเบียงห้องมองเห็นทิวเขา และสระว่ายน้ำด้านล่าง









วันแรกทั้งคนขับคนนั่งหมดแรง เลยไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ข้าวก้อสั่งทานในโรงแรมเอา


เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นกับแบบสบายๆ ตั้งใจว่าจะขับรถเที่ยวกันที่เส้นแม่ริม


แวะกันที่แรกที่ปางช้างแม่สา ค่าเข้าคนละ 120 บาท รวมดูการแสดงช้างด้วย แต่เรามีเวลาน้อย เลยได้แต่ถ่ายรูปเล่นเฉยๆ






อากาศตอนเช้ากำลังเย็นสบาย จุดหมายต่อไปคือที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ เลยปางช้างฯ ไปประมาณ 3 กม.




เราขับรถกันไปต่อเพื่อไปที่ "กฤษดาดอย" วะวายเคยไปเมื่อสมัยเรียนมธ. กับรุ่นน้องรุ่นพี่ในกลุ่ม เลยอยากพาคนข้างกายไปดูดอกไม้สวยๆ บ้าง


โอ้โห ไม่นึกว่าจากสวนพฤกษศาสตร์ฯ ไปกฤษดาดอยทางมันจะไกล คดเคี้ยว ซะขนาดนี้ กว่าจะถึงเล่นเอามึนไปเลย


พอไปถึงก้อหามุมถ่ายรูปกันใหญ่ ดอกไม้สวยๆ ทั้งนั้นเลย












กลับมาพักเหนื่อยที่ห้อง ทานข้าวที่โรงแรมเหมือนเคย สะดวกดี


วันรุ่งขึ้นไม่ได้ไปไหน ไปแค่ซื้อของฝาก พวกน้ำพริกหนุ่มแคปหมู ที่กาดหลวง เพราะวันรุ่งขึ้นก้อจะกลับแล้ว


คืนสุดท้าย ตอนเย็นเลยขับรถไปหาไรกิน จริงๆ ตั้งใจจะไปร้านเฮือนเพ็ญ ที่ในหนังสือแนะนำ แต่ขับรถหลงอยู่นั่น เลยไม่เจอซักที ประจวบเหมาะ ขับไปเห็นร้านที่ไฟสว่างๆ น่านั่ง และเหมือนคนในพื้นที่ทานกันเยอะ น่าจะอร่อย

ชื่อร้านส้มตำ-ยำไก่ อาหารอร่อยมากจริงๆ ราคาไม่แพงด้วย ต้มแซ่บปลาช่อนอร่อยมา ลำแต๊ๆ เจ้า ^^


วันรุ่งขึ้น check out เตรียมขับรถกลับกรุงเทพฯ แวะกินเตี๋ยวลูกชิ้นปลากรายที่นครสวรรค์ อร่อยเด็ดจริงๆ ชามละ 15 บาทเอง


ถึงทริปนี้จะดูเร่งรีบนิดๆ เนื่องจากเรามีเวลากันน้อย ไว้เราค่อยไปกันใหม่อีกทีแบบยาวๆ แล้วกันนะจ๊ะ

Monday, November 17, 2008

พักฟื้นที่เขาใหญ่

หลังจากที่หายป่วยจากเมื่ออาทิตย์ก่อน weekend ที่ผ่านมา เลยถือโอกาสไปเที่ยวเขาใหญ่กัน

ช่วงนี้คงมีคนไปเที่ยวแถบนั้นเยอะ (เท่าที่อ่านจากห้อง blueplanet) ทำให้หาจองที่พักยากมาก (ก้อเล่นดันจองสามวันก่อนไปนี่หว่า แหะๆๆ ^^)

ออกเดินทางกันตั้งแต่สายๆ ของวันเสาร์ แต่ขับรถเลยไปเที่ยวที่เขื่อนลำตะคองกันก่อน

แวะกินอาหารไฮโซ จะอะไรซะอีก ก้อข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำรสแซ่บ ที่ริมเขื่อน บรรยากาศดี๊ดี ลมพัดขึ้นมาจากน้ำในเขื่อน กระทบผิวแล้วเย็นดีจัง

เสียดายรูปที่ถ่ายที่ร้าน ลองถ่ายแล้วออกมามืดตื๋อ ดูไม่ได้เลย มีแต่รูปเจ้าของร้านอ่ะ นี่ไง อิอิ




กินอิ่มแปล้แล้ว ก้อขับรถเข้าไปในเขื่อนฯ จริงๆ แล้ว



วิวที่เขื่อนฯ สวยมากๆ แต่เสียดายที่อากาศยังไม่เย็นจัด ถ้าเย็นๆ หนาวๆ กว่านี้ ก้อคงดี




ถ่ายรูปเล่นกันเสร็จ ก้อเลยไปไหว้สมเด็จพระพุฒาจารย์โต องค์ใหญ่ที่สุดในโลก หรือที่รู้จักกันในนามวัดสรพงศ์ (เพราะสรพงศ์เป็นคนสร้างมั้ง ประมาณนั้น) วัดตั้งอยู่ทางไปโคราช

หน้าพระอุโบสถ


เสียดายลืมถ่ายภาพหลวงพ่อฯ มาน่ะสิ เข้าไปกราบแล้วอิ่มเอมกับรสพระธรรม จนลืมถ่ายรูปไปเลย

นอกจากนี้ ที่วัดยังมีวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราชองค์จำลองด้วยนะคะ

ไหว้พระทำบุญเรียบร้อย ก้อได้เวลาไปเช็คอินที่โรงแรม คราวนี้เราพักกันที่จุลดิศ เขาใหญ่

พักห้อง premier suite หน้าตาเป็นแบบนี้















ในห้องมีมินิบาร์ ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ ซึ่งปกติรีสอร์ทแถบเขาใหญ่มักไม่ค่อยมีอ่าง


และสามารถเปิดหน้าต่างห้องน้ำได้ แต่เวลาปลดทุกข์กรุณาปิด มิฉะนั้นกลิ่นอาจโชยมายังแตะจมูกคนที่กำลังนอนทีวีอยู่ได้ อิอิ

หลังห้องพักจะเป็นสวนกุหลาบ มีต้นกุหลาบเยอะมากๆ







เดินเล่นไปทั่วๆ สวนของรีสอร์ท ในรีสอร์ทมีน้ำตกด้วยนะ



เอ๊ะ นี่ใครกัน







วันแรกหลังจากถ่ายรูปเสร็จ ก้อนอนดูทีวี วะวายก้อเผลอหลับตอนบ่ายอีกตามเคย ตื่นมาก้อมืดแล้ว โดนคนข้างๆ ด่าประจำ ว่าไปแล้วก้อไปนอน ปล่อยให้อีกคนดูทีวีคนเดียว

แหม ก้อคนมันอยากพักผ่อนนี่นา การนอนเนี่ยเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดแล้ว

ตอนเย็นตื่นมาก้อหิว เลยสั่งอาหารมาทานที่ห้อง (นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นรับประทานทุกทีเลยเรา)

กินเสร็จ อาบน้ำ เราก้อง่วงนอนอีกแล้ว อิอิ นอนคุ้มจริงๆ

ตื่นมาตอนเช้า ไปกินอาหารเช้าซักหน่อย ที่นี่เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ แต่ไม่อร่อยเลยอ่ะ มีไข่ดาวอร่อยสุดแล้ว U_U

จากนั้นรีบ Check out กันตั้งแต่ยังไม่สิบโมง เพื่อแวะไปที่ๆ เค้าฮิตๆ กัน Primo Posto น่ะเอง

ไปถึง โอ้โห ที่จอดรถแทบจะไม่มีแล้ว ขนาดยังเช้าอยู่นะเนี่ย แล้วก้อคนเยอะมากๆๆๆ เห็นแล้วเซ็ง เพราะไม่ชอบที่ๆ คนเยอะๆ ขนาดนี้เลย

แล้วในความเห็นส่วนตัว ไม่เห็นว่าจะสวยซักเท่าไหร่เลยอ่ะ ไม่เห็นสวยเหมือนในรูปอย่างที่คาดไว้เลย ทำออกมายังไงก้อไม่สวยเท่าสถาปัตยกรรมของต่างประเทศอ่ะ

แต่ไหนๆ ก้อมาแล้ว เลยถ่ายรูปไว้ซักหน่อย จากนั้นก้อโดดขึ้นรถกลับ ยามคงงง ว่าอีสองคนนี้มันจะมาทำไมฟะ มาถึงห้านาทีป่าวเนี่ย

รูปที่ถ่ายมาโดยการแวะที่นั่นเป็นเวลาไม่ถึงห้านาที







ว่าจะแวะกิน steak ที่ฟาร์มโชคชัยตรงรังสิต ก้อดันขับรถเลยทางออกอีก ขี้เกียจยูเทิร์น สรุป เลยได้ไปแวะกินร้านสีฟ้าที่โลตัสพระรามสาม แทน ^^

ทริปต่อไปก้อนู่นเลย ปีใหม่ กะว่าจะขึ้นเหนือไปสัมผัสอากาศเย็นๆ บวกกับไปส่องทอมเชียงใหม่ซะหน่อย ไม่ได้ไปตั้งนานแล้ว

Monday, November 10, 2008

วะวายเปื่อย U_U

อาทิตย์ที่ผ่านมา อยู่ดีๆ ก็เป็นไข้ เจ็บคอมาก มีน้ำมูกด้วย เลยไปซื้อยาร้านบู๊ทส์มากิน

กินไปได้สองสามวันก้อเหมือนจะดีขึ้น

แต่วันต่อมากลับมีอาการผะอืดผะอม แน่นท้อง ปวดหัว และยังมีไข้อยู่ ทรมานมากๆ ไม่อยากรู้สึกตัวเลยตอนนั้น

แต่ก้อยังคงกินยาตัวเดิมต่อไป โดยไม่ได้คิดอะไร

จนวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ออฟฟิศจัดไปเที่ยวที่ไฮแอท หัวหิน

ไอ้เราก็แพ็คกระเป๋ามาดิบดี ทั้งๆ ที่เช้าวันนั้นตื่นมาปวดหัวมาก แทบจะลากสังขารมาออฟฟิศไม่ไหว

แต่บอกที่ออฟฟิศไว้แล้วว่าจะไป จะ cancel กระทันหันก็กลัวเค้าจะว่าเอาได้

แต่พอมาออฟฟิศ แบกกระเป๋าเดินทางขึ้นมา นั่งที่ห้องทำงานได้ซักพัก เหมือนอาการกำเริบ หน้าร้อนผ่าว น้ำหูน้ำตาไหล จะอาเจียนตลอดเวลา

พี่ๆ ที่ออฟฟิศเดินเข้ามาดูเรากันใหญ่ และบอกว่าให้ไปหาหมอ แล้วค่อยตามไปหัวหินก้อได้

แต่เรารู้ตัวเลย ว่าเราอยากไปหาหมอนะ แต่คงไปเที่ยวไม่ไหวหรอก เพราะความรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย

สุดท้ายเลยต้องปฏิเสธไปว่า ขอโทษด้วย คงไปเที่ยวหัวหินไม่ได้แล้วอ่ะ จะไปหาหมอ

พอทุกๆ คนที่ออฟฟิศไปขึ้นรถบัสที่จอดรอที่ตึกกันหมดแล้ว เราเลยขอนอนงีบต่อที่ห้องซักพัก รอให้ฟะแฟนมาพาไปหาหมอ

ไปถึงโรงพยาบาล หมอก็ถามอาการ และบอกว่าไม่น่าจะเป็นไข้หวัด ให้ตรวจเลือดกับตรวจปัสสาวะ

พอรู้ ก้อรีบกินน้ำเข้าไปเยอะๆ เพราะเพิ่งฉิ๊งฉ่องมาเอง เดี๋ยวฉี่ไม่ออก

ไปเจาะเลือด เก็บปัสสาวะ เรียบร้อย คุณหมอให้รอผลตรวจเลือด 45 นาที

ตอนแรกนึกว่าจะเป็นโรคกรวยไตอักเสบ เพราะเคยเป็นเมื่อหลายปีมาแล้ว และอาการครั้งนี้คล้ายกันมาก

แต่พอคุณหมอได้รับผลตรวจเลือด ก็เรียกเราเข้าไปพบ

หมอบอกว่าดีใจด้วย ไม่ได้เป็นกรวยไตอักเสบอย่างที่คิดหรอกนะ แต่เราอ่ะติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด

ฟังดูน่ากลัวจัง หมอบอกว่าคนปกติจะต้องมีค่าเม็ดเลือดขาวกับแบคทีเรียอะไรประมาณเนี้ย ฟังไม่ค่อยเข้าใจ ไม่เกิน 40 แต่เรามี 75 ถือว่ายังไม่รุนแรงมาก ให้ยาฆ่าเชื้อไปทานแล้วกลับไปพักที่บ้านได้

คุณหมอคาดว่าน่าจะเกิดการติดเชื้อจากอาหารที่กินเข้าไปที่ไม่สะอาด เลยนึกได้ว่า วันก่อนเอาบาร์บีคิวแช่แข็งที่ซื้อจากแม็คโครไปเวฟกิน

คนข้างๆ กายวะวายก้อเป็นอาการเดียวกัน แต่หายเร็วกว่า เพราะกินยาฆ่าเชื้อแก้อาหารเป็นพิษไปแล้ว

ส่วนวะวาย วันนี้ก้อดีขึ้นเยอะ ไม่ผะอืดผะอมแล้ว แต่ยังมึนๆ เนื่องจากผลข้างเคียงของยาฆ่าเชื้ออยู่ เพราะผลข้างเคียงเยอะ

เมื่อกี๊เลยลอง search โรคนี้ใน google

พบว่าปัจจุบันคนเป็นโรคนี้กันเยอะนะคะ ส่วนใหญ่เกิดจากอาหารไม่สะอาด หรืออยู่ในที่ๆ สกปรก คนแน่นๆ อากาศไม่ถ่ายเท

ถ้าเป็นเยอะแล้วไปหาหมอช้า อาจต้องให้ยาฆ่าเชื้อทางสายน้ำเกลือแทน

เพื่อนๆ คนไหนที่มีอาการเป็นไข้ แล้วกินยาลดไข้หลายวันแล้วยังไม่ดีขึ้น อย่านิ่งนอนใจนะคะ ต้องรีบไปหาหมอโดยด่วน สมัยนี้สารพัดโรคจริงๆ

Wednesday, October 22, 2008

ความรักของเรา

อืม วันนี้อยู่ๆ ก็นึกถึงวันเก่าๆ ของเราสองคนขึ้นมา อาจเป็นเพราะช่วงสองสามวันนี้เราต้องห่างกัน เพราะคนข้างกายวะวายต้องกลับบ้านนอก เอ้ย ไม่ช่าย เค้าเรียกว่าตจว. ต่างหากล่ะ อิอิ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราอยู่ด้วยกันแทบทุกวัน ปีๆ นึงไม่ได้อยู่ด้วยกันก้อช่วงที่เธอต้องกลับบ้านนั่นแหละ ซึ่งบางปีก้อกลับไปแค่วันเดียว ^^!! จะขับกลับไปให้เปลืองน้ำมันไมฟะ

คราวนี้ไปเยอะหน่อย กลับไปประมาณสามวัน เยอะค่อดๆ คนจะโสดซะหน่อย โสดได้สามวัน ชิ

เอ๊ะ ความรักของเราเริ่มต้นจากตรงไหนกันนะ ลองย้อนเวลาหาอดีตดูซิ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแว้ว ไม่ใช่สิ เมื่อประมาณสามปีกว่าๆ ที่แล้ว ณ คืนนึงขณะที่เรากำลังนั่งทำงานหัวปั่นอยู่ที่ออฟฟิศ เวลาประมาณตีสามได้

จำได้ว่าช่วงนั้นงานยุ่งมาก คืนนั้นกำลังนั่งรอเพื่อรีวิวสัญญาที่พี่อีกคนกำลังร่างอยู่

ระหว่างนั่งรอไม่มีไรทำ เซ็งค่อด ก้อเข้าเวปประจำ lesla.com นี่แหละ และด้วยอารมณ์เหงาๆ ก้อเลยคลิกเข้าไปที่โปรแกรม Hub (เรียกงี้ป่าวหว่า จำไม่ได้)

พอเราคลิกไปมันก้อจะมีเลขขึ้นมาเต็มเลยอ่ะ ก้อเลยเลือกเลขสวยๆ ไปอันนึง กะว่าหาเหยื่อคุยเล่นๆ ฆ่าเวลา อิอิ

จำเลขได้เลย 2727 คลิกเข้าไป พิมพ์ไปว่า sawadee ka แต่แม่ม ไม่มีสัญญาณตอบรับ ไม่เห็นมีใครตอบกลับมาเลย แต่เราก้อไม่ได้คลิกเลือกคุยกะคนอื่นอีกเลย รออีเบอร์นี้อ่ะ มันจะตอบมั๊ย

ซักพัก ก้อมีคนตอบกลับมา ก้อคุยธรรมดา ถามมาตอบไป แต่พอยิ่งคุย เรากลับรู้สึกพิเศษอย่างบอกไม่ถูก (เว่อร์ไปมั๊ย) ก้อเลยขอแลกอีเมล์กันไว้ เผื่อว่าถ้ามันหลุดไป จะได้ยังสามารถติดต่อกันได้

หลังจากวันนั้น เราก้ออีเมล์คุยกันทุกวัน จนนัดเจอกัน แต่เรานี่สิแย่มากๆ วันแรกที่นัดเจอกัน เราเบี้ยวนัดซะงั้น ทั้งๆ ที่คนดีคนนี้ไปถึงที่นัดหมายแล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกผิดมากมาจนถึงวันนี้ เค้าขอโต๊ดดด U_U

หลังจากวันที่เราเบี้ยวนัด เราอีเมล์ไปขอโทษต่างๆ นานา แต่เธอก้อไม่ตอบกลับมา รู้แหละว่าเธอโกรธมาก แต่เราก้อเสียใจมากเช่นกันนะ

จนครั้งสุดท้ายที่เราพยายามอีเมล์ไปขอโทษอีกครั้ง และบอกในอีเมล์ไปประมาณว่าจะไม่อีเมล์มาอีกแล้วล่ะ เท่านั้นล่ะ เธอก้อรีบตอบกลับมาทันที อิอิ เค้ารู้น๊า ว่าตะเองก้ออยากดีกะเค้าแล้วอ่ะ เอิ๊กๆๆ ^^

หลังจากนั้น เราก้อไม่เบี้ยวนัดอีกแล้ว เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ จากวันนั้นถึงวันนี้ เราก็อยู่ด้วยกันมาสามปีฝ่าๆ แล้ว

อาจจะเป็นเวลาที่ไม่นานนัก แต่เราก้อยังตกหลุมรักเธอทุกๆ วันนะ

จะวันแรก หรือว่าวันนี้ หรือว่าวันไหนๆ เมื่อไหร่ที่หันไปแล้วเห็นเธออยู่ เราก็รู้สึกว่าเธอน่ารักเหมือนเดิม แต่ความรักและความผูกพันเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน

ไม่เคยนึกเลยว่าวันนึงจะเจอคนที่คุยภาษาเดียวกัน ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ชอบกินอาหารทะเล ชอบเที่ยว และโดยเฉพาะรักแมวเหมือนกัน เพราะที่เจอมา ทอมส่วนใหญ่จะไม่ชอบแมวอ่ะ

แต่ข้อเสียบางอย่างเราก้อดันมีเหมือนกัน ซึ่งไม่ดีเลย โดยเฉพาะความเป็นคนใจร้อนเวลาขับรถเหมือนกันและขับรถเร็วเหมือนกัน ไม่ว่าจะให้ใครขับ ต้องช่วยกันบ่นตลอดทางทั้งคนนั่งคนขับ

หรือใครมาทำอะไร เราก้อจะชอบตามไปเอาคืน โดยไม่มีใครห้าม มีแต่ช่วยยุ ทะเลาะกับชาวบ้านเค้าไปทั่ว U_U ไม่ดีเลยนะคะ ห้ามเลียนแบบ

แต่เมื่อเช้าสะใจมาก ขับแข่งขนานมากับ new accord สีดำ เห็นมันขับรถน่าหมั่นไส้ ปาดไปปาดมาอยู่ถ. พระรามสี่ หน้าสวนลุม พอรถเรากะมันขนานกัน มีรถหน้ามันช้าแช่อยู่ มันก้อพยายามเข้าหน้ารถเราให้ได้ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ช้า เลยแกล้งกั๊กเลนซะเลย ให้มันไม่ทันไฟเขียว สมน้ำหน้า อิอิ เห็นมันเบรกกึ้กเลย กร๊ากกกก

ปรากฎพอไฟเขียว เลี้ยวขวาเข้าสาทร มันดันทำงานอยู่ตึกเดียวกะเราซะด้วย แต่เราให้มันเข้าตึกก่อน มันเห็นเราขับตาม คงนึกว่าจะตามไปกรีดรถมั้ง มันเลยวนเข้าไป B3 ทั้งๆ ที่จอดรถเต็ม (จริงๆ ยามปิดให้เข้าแล้ว ต้องลงไป B5 โน่น ถึงจะมีให้จอด) แต่เห็นมันขอยามเข้าไปอ่ะ สงสัยนึกว่าเราจะตาม ป่าวว้อย ตรูก้อทำงานที่ตึกนี้ย่ะ ^^

เฮ้อ ตอนนี้เราก้อพยายามลดความใจร้อนอยู่ พยายามขับรถให้ใจเย็นมากขึ้น โกรธหรือโมโหไป ก้อมีแต่ตัวเราเองที่เป็นทุกข์

อันนี้ลูกชายของเราสองคน ^^




กลับมาเร็วๆ นะจ๊ะ ขับรถดีๆ ด้วย อย่าใจร้อน อีแม่มันกะอีลูกมันรออยู่เน้อ




Monday, October 13, 2008

กระแป๋วของช้าน กระเป๋าของเธอ

หายไปนาน ไม่ได้อัพ blog ไม่ได้เม้นท์ blog เพื่อนๆ เลย แต่ก้อเข้าไปอ่านอยู่บ้างล่ะ แต่ว่ายุ่งซะจนไม่มีเวลาจะเม้นท์เลยอ่ะ คิดดู เฮ้อ เหนื่อย

ช่วงที่ผ่านมาจนถึงช่วงนี้งานเยอะมากๆ เดี๋ยวก้อต้องไปทำ due diligence ที่ข้างนอกออฟฟิศอีก ต้องทำตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันสามทุ่มทุกวันถึงสิ้นเดือนนี้

แต่ถึงจะยุ่งแค่ไหน ก้อยังมีไปกินข้าว ช้อปปิ้งกะหวานใจตามประสา แต่ไม่มีเวลาเอารูปมาลงเลย จนหมดอารมณ์ไปแล้ว แต่เดี๋ยวจะทยอยลงแหละ

เราสองคนเป็นโรคติดเดิน Central World ไม่รู้เป็นไร ต้องถ่อขับรถจากบ้านมาทุกอาทิตย์ เพื่อกินข้าวร้านเดิมๆ ซื้อเสื้อร้านเดิมๆ ได้ช้อปปิ้งก็พอทำให้เราหายเครียดจากงานไปได้บ้าง อิอิ ^^

เดือนก่อนโน้น ก้อไปเดิน CTW นี่แหละ เดินจนเบื่อแล้วเลยเดินต่อไปที่เกษร นั่งเล่นอยู่หน้าร้าน LV ซักพัก ก้อปล่อยให้คนข้างๆ นั่งรออยู่ก่อน บอกว่าเดี๋ยวอิชั้นขอเดินไปร้านกุจจี่ (ฝั่งตรงข้าม LV) ก่อนนะ

พอดีว่าหูจับกระเป๋ามันถลอก เลยว่าจะส่งซ่อม แล้วก้อกะว่าจะซื้อของขวัญให้คนข้างๆ สำหรับครบรอบ 3 ปีของเรา ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมิถุนาฯ ด้วย

เข้าไปเลยบอกพนักงานว่า อยากได้กระเป๋าสตางค์ผู้ชาย (ผู้ทอม) ค่ะ พนักงานก้อพาไปดู ช่วยกันเลือก (กะพนักงาน) อยู่ซักพัก ได้ออกมาเป็นใบนี้

กุจจี่ classic
































เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปตอนยังไม่ได้แกะถุงกะกล่องของขวัญ สวยเชียว
ถึงจะราคาแพงกว่าเป๋าตังค์ทั่วไป แต่ใช้ได้เป็นสิบปีเชียวนะ หารจำนวนปีแล้วคุ้มค่า

ถือออกมาจากร้าน ยื่นให้คนข้างกาย บอกว่า อ้ะ เค้าให้ Happy our 3rd year anniversary คงตกใจไม่ทันตั้งตัว เห็นหน้างี้เหวอเชียว

ส่วนเราเมื่อเดือนที่แล้วซื้อกระเป๋ามาใหม่สองใบ ก้อไอ้รุ่นที่เค้าฮิตๆ กันน่ะแหละ Speedy Damier 30 กับ Neverfull Mono MM

ดันซื้อเพราะเห็นว่ามันเป็นรุ่นพิมพ์นิยม คงจะใช้ดีสมคำร่ำลือ แต่พอได้ใช้เองกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นแฮะ

มันก้อดีหรอกนะ แต่มันโหลซะจนเสียความมั่นใจ เดินไปตรงไหนก้อมีแต่คนถือเหมือนๆ กัน เลยตัดสินใจขายไปแว้ว

เลยปรึกษากับพี่เลขาของพี่ทนายอีกคน ซึ่งพี่สาวของพี่เลขาคนนี้เนี่ย เป็นพนักงานขายที่ LV ว่าตอนนี้ซื้อรุ่นไรดี เอาแบบไม่โหลมาก แบบสวย แล้วก้อใช้ง่าย

เพิ่งรู้ว่าได้ปรึกษาคนขายที่ลองถือทุกรุ่นมาหมดแล้วเนี่ย ให้คำแนะนำข้อดีข้อเสียของทุกรุ่นได้ดีจริงๆ แต่ว่าต้องเป็นคนขายที่พร้อมจะให้คำแนะนำนะ เพราะถ้าไปที่ shop แล้วคนเยอะๆ พนักงานคงไม่มีเวลามาช่วยเลือก ช่วยบอกอ่ะ

เมื่อวันเสาร์ไปเดิน CTW เลยตกลงใจละ ว่าจะเดินไปเกษรกัน แต่ก้อลองโทรหาพี่เลขาก่อน ว่าอยู่ไหน และจะได้บอกด้วยว่ากำลังจะไปซื้อแล้วนะ เพราะตอนแรกนัดกับพี่เค้าไว้แล้วว่าจะไปที่ shop ด้วยกันวันทำงาน เราดันเปลี่ยนใจอยากได้ทันที ณ ตอนนั้น

พอโทรไปปรากฎพี่เค้าก้ออยู่ที่ CTW เหมือนกัน บังเอิญจริงๆ เลยนัดกันว่าโอเช อีกสิบนาทีเจอกันที่หน้า LV เกษร

เข้าไปใน shop ทุกคนบริการเป็นอย่างดี เพราะพี่สาวของพี่เลขาคนนี้ไปด้วย เลยได้ลองถือหลายรุ่นหลายแบบไม่เคอะเขิน ดีชะมัด ได้ลองนาฬิกาด้วย ถ้าไปเองต้องไม่กล้าแน่ๆ

จริงๆ มีสองรุ่นที่ตัดสินใจอยู่ คือ Speedy EPI สีม่วงเข้ม (Cassis) เป็นสีที่เพิ่งออกใหม่ กับ Galliera PM
จริงๆ เราชอบใบแรก เพราะเป็นคนชอบกระเป๋าถือมากกว่า แต่ size 30 ก้อใหญ่ไป ส่วน size 25 ก้อเล็กไปอีก

ใบที่ชอบตอนแรกคือใบสีม่วงเข้ม แต่ลองถือแล้วไม่ค่อยจะ work เลยนะ













อีกอย่างทุกๆ คนก้อเชียร์แต่ใบที่สอง รวมทั้งคนข้างกาย ว่าใบนี้แหละ เก๋กู้ด ไม่โหล สะพายได้ทั้งชุดทำงานและชุดลำลอง สุดท้ายเลยได้ใบนี้มา เจ้า Galliera PM

ไหนดูซิหน้าตาเป็นไง มีอะไรอยู่ในถุงกระดาษ




เอ๊ะ นี่กล่องอะไร



อ๊ะ เปิดดูจิ๊



อะไรอยู่ในถุงผ้า

อุ๊บส์ เจอแว้ว เจ้า Galliera PM นี่เอง



ของแท้ตรง stamp ตัว font ต้องเป็นแบบนี้ ดูไม่ยากเลย พร้อมรูปด้านใน และนางแบบแบนๆ โทรมนิดนึง เพราะดึกแว้ว









แต่ตอนนี้น้องเป๋ายังไม่ได้นั่งรถเที่ยวหรือไปเดินเล่นเลย เพราะว่าเราต้องออกไปทำงานข้างนอกออฟฟิศ ถ้าถือไปกลัวจะเลอะ และที่สำคัญกลัวหายด้วย

เสียดายตัดสินใจซื้อช้าไปนิด ราคาขายเมื่อวานอยู่ที่ 49,500 บาท ถ้าซื้อแต่เนิ่นๆ ก้อถูกกว่านี้หน่อย เพราะปีนี้ LV ปรับราคามาสองครั้งแล้ว (ถ้าจำไม่ผิดนะ)

แต่ถ้าฝากเค้าหิ้วก้อได้ราคาถูกกว่านี้เยอะนะ ประมาณหมื่นนึง แต่เคยฝากแล้วมีปัญหา เหมือนกับว่ามีคนแอบเอากระเป๋าเราไปถือก่อนเลย เดี๋ยวนี้ไม่กล้าฝากหิ้วแล้ว

ปล. ที่อัพใน blog ไม่ได้มีเจตนาโอ้อวด หรือเจตนาในทางไม่ดีแต่อย่างใดนะคะ

แต่กระเป๋าเนี่ยเป็นความชอบ และเป็นความสุขส่วนตัวจริงๆ ค่ะ ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับการทำงาน จึงตั้งใจอยากเขียนเก็บเป็นความทรงจำของความสุขของเรา
บางคนอาจชอบและสะสมในสิ่งต่างๆ กัน บางคนชอบซื้อนาฬิกา บางคนชอบน้ำหอม บางคนชอบรองเท้า บางคนชอบเครื่องสำอาง บลาๆๆ

ข้อคิดประจำวัน: มีความสุขในแบบและ lifestyle ที่คุณเป็น แต่ห้ามทำให้คนอื่นเดือดร้อนนะคะ ^^

Tuesday, September 16, 2008

Subprime Crisis


First of all, I need to say sorry for my blog friends that I have to write this in English since it is more understandable for my record.

Yesterday (September 15), one of my clients being one of the biggest US Investment Banks has filed for bankruptcy. If any of you have read and keep following up on the news (especially for CNN), you will know who I am talking about.

This affects the global market and business, including its branch in Thailand. They are my good clients (either its parent company or affiliates).


No, I don’t mean only they have paid a significant amount of legal fee but also our good relationship personally. Most of my billable hours have been billed to this client.

I love to work for them because most of their projects relates to securities issuance and project finance which I am very familiar with. In addition, I don't think that they are only my clients but they are also my friends, brothers and sisters.

I don’t want any of them feeling bad. So, I have tried to keep calling to give them encouragement. I hope that I could be of any help to them. Unfortunately, no one receives my calls.

CNN has disclosed that such filing for bankruptcy may leave approximately thousand of employees without jobs. I understand that such amount is only for the US, excluding other branches (Tokyo and Thailand, etc.). No one knows the future.

If that is the case, I am sure that most of them will be engaged by other reputable financial institutions and law firms (for someone performing legal field) because they are very competent and it is hard to find genius persons like them.

It is unbelievable that this happens with one of the biggest US Investment Banks existing over 150 years.

However, today (Sept 16), UK Bank has confirmed to buy certain assets of my client. Understand that it is under negotiation process. We need to keep our eyes on this.

This Subprime Crisis not only hurts US lenders but also the global market.

Friday, September 12, 2008

บ่น


ไม่ได้อัพ blog ซะนานเลย ว่าจะเขียนทีไร ก้องานยุ่งทุกที เลยลืมไปหมดแว้วว่าจะเขียนเรื่องอะไร ช่วงนี้ยิ่งความจำสั้นอยู่ด้วย ต้องหาวิตามินมากินซะแล้วมั้ง

น้องที่มาสัมภาษณ์และพวกเราเลือกกันไป นายก้อไม่อนุมัติซักที ช่วงนี้เลยเหนื่อยสาหัส ต้องทำเองแทบทุกอย่าง

ไม่ค่อยอยากใช้น้องของทีมอื่นด้วย


พี่เลขาฯ ก้อไม่ได้เรื่อง สั่งงานเหมือนสั่งขี้มูก วันนี้สั่งให้ไปโอนตังค์ให้แต่เช้า จนห้าโมงเย็น ไม่เห็นเอาสลิปมาให้ เลยถามไปว่าโอนรึยัง ปรากฎว่าชีลืมซะงั้น U_U


ซักพักเดินมา ทำหน้าจ๋อย เหนื่อยแห่กๆ บอกว่าวิ่งไปโอนให้แล้วค่ะ ยังดีนะที่มี bank อื่นที่ปิดหกโมงเย็น เฮ้อ สั่งไปตั้งแต่สิบโมง แถมตอนเที่ยงขออนุญาตเราว่าไปกินข้าวกลางวันกะแก๊งค์เลขาที่ครัวเจ๊ง้อ จะกลับช้าหน่อย


ฮ่วย ใครเป็นเลขา ใครเป็นเจ้านายฟะเนี่ย ทำเอาเราทั้งงง ทั้งเง็ง


ได้เวลาเลิกงานหกโมงเย็น พี่เลขาเดินสะพายกระเป๋านวยนาดมาหน้าห้องเราและส่องมองเราที่ประตู และบอกว่า พี่กลับแล้วนะคะ บ๋ายบายค่า


เออ ก้อเห็นว่าเรางานยุ่ง นึกว่าจะมาถามว่ามีไรให้ช่วยอีกรึป่าว เวง


ยุ่งมากปวดหัว เลยต้องท่องเน็ตซะหน่อย แต่ก้อเข้าแต่เวปเดิมๆ ช่วงนี้พยายามอดใจ ไม่เข้าเวปที่เกี่ยวกับกระเป๋า แต่ก้ออดใจไม่ไหว ดันดั้นด้นเข้าไปดู แล้วก้ออยากได้อีก เง้อ อยากได้ๆๆ


แต่ไม่เอาละ เอาตังค์ไปเปลี่ยนยางรถดีกว่า ตอนนี้ถ้าเป็นบริดกะโจน รุ่นไหนเวิร์คๆ มั่งนะ ใครรู้ก้อรบกวนบอกด้วยคร่า เอาแบบดีๆ ราคาไม่แพงเว่อร์ แล้วล้อเราขอบเท่าไหร่ฟะ ขับอย่างเดียว ไม่รู้เรื่องอื่นเลย Y_Y


เปลี่ยนเรื่องดีกว่า เมื่อกี๊นั่งว่างๆ ไม่มีไรทำ เลยลองเล่นเวป photofunia ที่เค้าฮิตๆ กันอยู่บ้าง


ลองทำหลายรูป แต่ชอบรูปนี้สุดเลย ให้ชื่อว่า "Our Dream Car" ^_^






Thursday, August 28, 2008

^^^ สัมภาษณ์งาน ^^^

ที่จะเล่าเรื่องสัมภาษณ์งาน ตัววะวายไม่ได้ไปหางานใหม่ที่ไหนหรอก แต่เป็นฝ่ายสัมภาษณ์น้องๆ เพื่อรับเข้าทำงานต่างหาก

เนื่องด้วยมีน้องที่เป็นผู้ช่วยทนาย หรือที่เรียกกันว่า lawyers assistant หรือ paralegal แล้วแต่จะเรียกกันเนี่ย กำลังจะลาออกสิ้นเดือนนี้ เลยต้องรีบหาเด็กใหม่อีกซักคนมาช่วยในทีมของเรา

ปกติเวลามีนัดสัมภาษณ์น้องๆ ว่าจะไปเข้าร่วมหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ว่างซักกะที และบางทีเป็นของทีมอื่นด้วย เลยไม่อยากไปจุ้น

แต่คราวนี้ คนที่จะรับ ต้องมาทำงานกับเราโดยตรง เลยต้องแบ่งเวลาเข้าร่วมสัมภาษณ์ให้ครบทุกคน

ตอนแรกคัดกันจากใบสมัครก่อน มีน้องๆ ที่จบนิติฯ ทั้งจากจุฬา และธรรมศาสตร์ มาทิ้ง resume กันไว้เป็นร้อยๆ คนเลยทีเดียว

ขั้นแรกเลยต้องให้หน้าที่น้องอีกคน เป็นคนคัดให้ก่อน โดยเลือกจาก resume หลักๆ ก้อดูผลการเรียน และกิจกรรมที่ทำ

เลือกได้มาเหลือ shortlisted candidates จำนวน 5 คน ก้อให้เลขาฯ ช่วยเช็ค ว่าน้องคนไหนว่างมาสัมภาษณ์วันไหน เวลาไหนกันบ้าง

ก่อนถึงวันสัมภาษณ์น้องๆ ไอ้เราก้อตื่นเต้นแทนน้องๆ ซะอีก ว่าจะเตรียมคำถามไปสัมภาษณ์ ก้อลืมเฉยเลย เลยเอาแบบสดๆ เหมือนที่เราเคยโดนสัมภาษณ์มานั่นแหละ

5 คนที่คัดมา โดนตัดทิ้งไป 2 คน เพราะบุคลิกภาพ ความรู้ และทัศนคติ ไม่ผ่านจริงๆ

เหลือ 3 คน สูสีกันมากๆ คนนึงภาษาอังกฤษโดดเด่น อีก 2 คนก้อดูคล่องแคล่ว ภาษาอังกฤษก้อใช้ได้

เลยตัดสินใจกันว่า จะคัดกันอีกที โดยนัดทั้ง 3 คนมาทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษ แล้ววัดเอาอีกทีก้อแล้วกัน

แต่แล้ว น้องทั้งสามคน ก้อดันทำได้ดีพอๆ กันอีก กำ U_U คราวนี้กรรมการเลยต้องชั่งน้ำหนักกันแล้ว ว่าโดยภาพรวม น้องคนไหนน่าจะทำงานกับพวกเราได้ดีที่สุด

โดยส่วนตัววะวาย อยากได้คนที่มีความอดทน สู้งานหนัก ไม่เกี่ยงงาน เอ๊ะ ฟังดูแล้วอย่างกับผู้ใช้แรงงานชอบกลแฮะ ^^!!

ไม่ใช่หรอก แต่เพราะงาน law firm เป็นงานที่เครียด มีความกดดัน บางทีลูกความจะให้เรา advise พร้อมๆ กัน 5 ราย เอาภายในเวลาเดียวกัน แค่รู้ก้อเครียดแล้ว ว่าตรูจะทำทันมั๊ยเนี่ย อยากจะโดดตึกตาย

นอกจากมีไอคิวแล้ว ต้องมีอีคิวด้วย ซึ่งอันหลังทำได้ยาก เวลาปรี๊ดแตก อยากจะโดดถีบทุกคนเลยฟ่ะ อิอิ ^^

และจากที่ทำงานมานาน เห็นข้อเสียของเด็กๆ หลายคนสมัยนี้ ที่ไม่ค่อยมีความอดทน เจองานหนักๆ เข้าหน่อย ซักพักทนไม่ไหวก้อลาออกซะแล้ว

เวลาจะรับใครเข้าทำงาน มันก้อชวนให้กังวลตลอดเวลา ว่ารับเข้ามาแล้ว เทรนงานกันไปได้ซักพัก น้องกำลังเก่ง ใช้ได้ แต่จู่ๆ ก้อดันลาออกซะนี่ มันเสียเวลาพวกพี่ๆ นะ รู้กันบ้างมั๊ย

บ่นยืดยาว สรุป เมื่อเช้าทุกๆ คนเพิ่งโหวตกันว่าในสามคนนั้น จะเลือกใคร และเราก้อได้ผู้ชนะแล้ว

เย้ เย ผู้ชนะเป็นคนที่วะวายโหวตด้วยล่ะ อิอิ ดีใจราวกับโหวต AF เลยทีเดียว อิอิ ^^

Monday, August 25, 2008

เสียทรัพย์ที่ Platinum Mall

เดือนนี้เสียทรัพย์ไปเยอะมากกับเสื้อผ้า กระเป๋าและรองเท้า เมื่อไหร่จะเลิกบ้า shopping ซะทีนะ เบื่อตัวเองมากๆ

เมื่อต้นเดือนเสียทรัพย์กะกระเป๋า LV ไปสองใบ เนื่องด้วยเสพติดเวป Siambrandname.com เป็นอาจิณ ตอนนี้เลยต้องจำศีลชั่วคราวแล้ว เพราะกะว่าจะเอาเงินไปลงใน LTF เพื่อลดหย่อนภาษีดีกว่า เอาเงินไปทำประโยชน์ซะบ้างนะนังวะวาย

แต่ก้อเสียทรัพย์อีกจนได้ เพราะเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ฤกษ์งามยามดี ได้นัดกับเพื่อนสาวของคนข้างกาย ว่าจะไปเดิน Platinum Mall กัน

ด้วยความที่อยากไปเดินมานานแล้ว เคยไปอยู่ครั้งหรือสองครั้งเองมั้ง เชยมากๆ อยากไปอีก แต่ก้อไม่ได้ไปซะที เพราะคนข้างๆ เค้าบอกว่าเสื้อผ้าที่นั่นจะใส่ได้ไม่นาน ประมาณว่าตัดเย็บไม่ค่อยดี

ไอ้เราก้อรู้หรอก ว่าของขายส่งมันก้อต้องตัดเย็บต่างจากของตามห้างเป็นธรรมดา แต่เราก้ออยากไปดูมั่งนิ ว่ามีเดรสสวยๆ แบบที่เค้าขายกันไปเวปมั่งป่าว เพราะเห็นในเวปแพ๊งแพง

วันเสาร์ก่อนถึงเวลานัด ก้อแวะไปถ่ายรูปติดบัตรทนายก่อน พอดีว่าบัตรหมดอายุหลายเดือนแล้ว เหาะไปถ่ายถึงแถวโชคชัย 4 โน่น เพราะเห็นหลายคนถ่ายออกมาแล้วสวยมากๆ เป็นร้านที่สาวๆ สมัครแอร์ฯ นิยมมาถ่ายกัน

ว่าแต่ตรูเอาแค่ไปติดบัตร ทำไมต้องไปถ่ายถึงโน่นก้อไม่รู้ ไม่เข้าใจ

จริงๆ ไม่ใช่ไรหรอก เพราะจะแวะไปวัดลาดพร้าว ไปทำสังฆทานให้คุณตากับคุณยายด้วย พอดีว่าแต่ก่อนบ้านเก่าอยู่แถวโชคชัย 4 และวัดลาดพร้าวจะเป็นวัดที่เราไปถวายสังฆทานเป็นประจำ

ทำธุระเสร็จเรียบร้อย ก้อขับรถแวะไปรับเพื่อนสาวของคนข้างกาย ที่เราตู่มาเป็นเพื่อนเราซะเลย อิอิ

ไปถึง Platinum เราตกลงกันไว้แล้วว่า ไหนๆ ก้อนานๆ มาที วันนี้ต้องเดินให้ครบ ทุกซอก ทุกซอย ทุกมุม เอ่อ แค่คิดก้อเหนื่อยแล้ว

เริ่มเดินที่ชั้น 1 จะได้เดรสมาหลายร้านแล้วล่ะ แต่คนข้างๆ ไม่อนุมัติ บอกว่าไม่สวย เชอะ ไม่รู้ซะมั่งว่ามันเป็นแฟชั่นตอนนี้ อยากได้อ่ะ เดรสลายดอกเล็กๆ สรุปก้อไม่ได้ซื้ออยู่ดี เซ็งงง

เดินไปเรื่อยๆ ไปเจอเดรสอีกร้าน ถูกค่อดๆๆๆ ตอนแรกถามก่อนว่าถ้าซื้อตัวเดียวกี่บาทคะ คนขายตอบว่า 250 บาทค่ะ แต่ถ้าน้องซื้อ 3 ตัว เอาไปตัวละ 160 บาท

โอ้ว ราคาส่วนต่างต่อตัวต่างกันเกือบร้อย เลยเอาวะ ซื้อ 3 ตัวเลยละกัน เพื่อนสาวที่มาด้วยก้อไม่ใส่สไตล์นี้ด้วย เลยต้องหาให้ครบ 3

หมดชั้นแรก ก้อเดินชั้น 2-3 ไม่ได้อะไรกันเลย มันซ้ำๆ กันน่ะ ไม่ค่อยสวยด้วย

ไปเดินชั้น 4 ถึงได้เดรสมาอีกตัว ร้านนี้มีแบบน้อย เลยต้องซื้อแค่ตัวเดียว เสียไป 220 บาท

อ้อ จิงๆ ได้มาอีกตัวด้วย แต่จำชั้นไม่ได้ รู้สึกจะชั้น 1 แหละ อยู่ซอย Soho 7 น่ะค่ะ ร้านนี้แพงหน่อย เพราะผ้าดี และคัตติ้งดี ตัวละ 590 บาท

สรุป เดินช้อปฯ วันนั้น ได้แต่ของวะวาย คนอื่นไม่ได้ไรติดมือกลับบ้านเลย กำ ;(

จริงๆ ว่าจะเอารูปเดรสที่ซื้อมา มาลงไว้ในบล๊อกด้วย แต่ยังไม่ได้ถ่ายรูปเลย เพราะเมื่อวานเอาไปซักหมดแล้ว

คราวนี้รู้แกวแล้ว ว่าทีหลังไปเดิน ต้องเดินแค่ชั้น 1 กับชั้น 4 พอ เพื่อประหยัดพลังงานและพลังทรัพย์ เพราะชั้น 2-3 ไม่ค่อยโดนเท่าไหร่

เมื่อวันเสาร์เดินเหนื่อยไปหน่อย เสียดายยังไม่ได้ไปดูชั้นเครื่องประดับข้างบนเลย เพราะคราวก่อนโน้นได้ที่คาดผมสวยๆ มา ไม่แพงด้วย หาที่อื่นก้อไม่มีแบบนี้ วันไหนโดดงานไปเดินดีกว่า อิอิ

แต่อยากไปเดินกับแม่มากกว่า เมื่อไหร่แม่จะมาอยู่กรุงเทพฯ นานๆ น๊า จะได้ไปเดินด้วยกัน คิดถึงมาม๊าจัง

Wednesday, August 20, 2008

++ Positive Thinking ++

เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า “มารไม่มีบารมีไม่เกิด”

เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส”

เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์

**ขอบคุณ forwarded mail ที่ทำให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น**

Friday, August 8, 2008

+++ เที่ยวอีกแล้ว พักที่พุทธรักษา หัวหิน (วันที่2 และวันกลับ) +++

คืนแรกตั้งใจว่าจะเล่นน้ำตอนกลางคืนอีกรอบ แต่ไม่ไหวจริงๆ เพราะว่าฝนตก

น้ำในสระงี้เย็นเจี๊ยบเลยอ่ะ

วันที่สองของเรา ตื่นเช้ามาต้องไปหาอาหารเช้าทานข้างนอก

เพราะว่าใน package ที่ซื้อไว้ไม่มี

ถ้าเอาอาหารเช้าด้วย ต้องเพิ่มเงินอีกเกือบพัน เลยไม่เอาดีกว่า

ปกติเราก้อไม่ค่อยได้ทานอาหารเช้ากันซักเท่าไหร่ด้วย

เช้านี้เลยขับรถออกไปกินเบอร์เกอร์คิงกัน ไม่ได้กินตั้งนานแล้วอ่ะ

เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้มีชุดอาหารเช้าแบบมีออมเล็ตด้วย ดีจัง

อยากให้มีเบอร์เกอร์คิงแถวที่ทำงานบ้างจัง

กินเสร็จ ก้อแวะซื้อขนมขบเคี้ยวที่เซเว่น

กลางวันจะได้ไม่ต้องออกไปหาไรกินตอนแดดร้อนๆ

ส่วนมื้อเย็นวันนี้ ฝากท้องไว้ที่ร้านอยู่เย็น

มาหัวหินตั้งหลายที แต่ยังไม่เคยกินร้านนี้เลย

เห็นพี่ๆ ที่ทำงานบอกว่าอร่อย และบรรยากาศดี ก้อเลยลองดูซะหน่อย

บรรยากาศภายในร้าน














อยู่แนบชิดกับทะเล ลมเย็นๆ






























อาหารมาแว้ว หมึกไข่นึ่งมะนาว
















หอยตลับผัดฉ่า












ส่วนต้มยำปลาทูจานที่อร่อยที่สุดดันลืมถ่ายมา เพราะว่าอร่อยมากกก

นึกได้อีกทีก้อเหลือแต่ก้างปลาซะแร้ว อิอิ

อันนี้รูปสระว่ายน้ำของรีสอร์ท อยู่ติดกับร้านอาหาร ว่ายไปก้อเห็นทะเลไปด้วย

แต่ไม่เห็นมีใครมาว่ายเลยอ่ะ สงสัยว่ายอยู่ในบ้านกันหมด













วันนี้ได้เล่นน้ำแต่รอบบ่ายเหมือนเคย ไม่ได้โดดลงสระตอนกลางคืนซะที เสียดายจัง


ได้แต่ถ่ายรูปสระน้ำตอนกลางคืน สวยมั๊ย




























ตื่นมาตอนเช้า วะวายก้อรีบเปลี่ยนชุดว่ายน้ำ เพื่อโดดลงสระอีกรอบก่อนกลับบ้าน

เห็นคนข้างๆ บอกว่าไม่เอาหรอก น้ำเย็น เค้าไม่เล่นหรอก

แต่แหม เห็นเราว่ายไปว่ายมาได้ซักพัก สงสัยอดใจไม่ไหว

โดดลงมาเล่นน้ำด้วยกันอีกตามเคย

วันนี้ต้องกลับแล้ว เวลาแห่งความสุขทำไมมันผ่านไปเร็วจัง ต้องกลับไปมาทำงานอีกแล้ว

ขากลับแวะกินข้าวเช้า+ข้าวเที่ยงที่ร้านอยู่เย็นเหมือนเคย

พราะติดใจในรสชาติอาหาร เห็นคนข้างๆ ที่สั่งราดหน้าทะเลบอกว่าอร่อยมากๆ

แต่ของวะวายสั่งกระเพราทะเลราดข้าว ก้อเฉยๆ นะ ออกหวานไปหน่อย

เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีกนะเจ้าหัวหิน

แต่ทริปหน้าตั้งใจว่าจะเปลี่ยนไปโซนภูเขา อยากไปวังน้ำเขียว ยังไม่เคยไปเลย

ไปตอนอากาศหนาวๆ เย็นๆ น่าจะดีเนอะ